Join MultiplyOpen a Free ShopSign InHelp
MultiplyLogo
SEARCH

อะโลน อิน เดอะ ซีเนม่า

Blog EntryMay 28, '08 11:54 PM
for everyone

...

 

ตื่นมาเช้านี้ นั่งดูรายการคุยข่าว เห็นข่าวน้ำมันเบนซินราคาทะลุ 40 บาทต่อลิตรไปแล้ว เห็นข่าวศาลปกครองสั่งระงับการขึ้นค่ารถเมล์ แล้วก็มีข่าวว่าบรรดารถเมล์ร่วมบริการ หยุดการให้บริการ และเตรียมการประท้วงขอต่อรองขึ้นค่าโดยสาร เลยทำให้ผมนึกถึงหนังสารคดี Who Killed the Electric Car? (http://us.imdb.com/title/tt0489037) ขึ้นมาทันที ผมว่าเบื้องหลังนโยบายพลังงานและนโยบายระบบคมนาคมของไทยเรา ก็มีอะไรไม่ชอบมาพากลอยู่มาก ไม่ใช่เฉพาะในช่วงนี้เท่านั้น แต่มันมีมานาน 30 ปีแล้ว

หลายเดือนก่อนผมเคยไปสัมภาษณ์อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์คนหนึ่ง เขาเชี่ยวชาญด้านผังเมืองและการคมนาคม เขาบอกว่าประเทศไทยเราและโดยเฉพาะอย่างยิ่งกรุงเทพฯ พัฒนาการคมนาคมมาผิดทางตลอดระยะเวลา 30 ปี มันไม่มีประเทศไหนและเมืองไหน และไม่มีผู้บริหารประเทศที่ฉลาดๆ คนไหน ที่จะทุ่มเงินนับพันๆ ล้าน เพื่อสร้างโครงข่ายทางด่วนขนาดมหึมา ให้เสร็จสมบูรณ์ก่อนจะมีระบบขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพ เพราะถ้าตราบใดที่ระบบขนส่งมวลชนห่วย ต่อให้คุณสร้างทางด่วนมากแค่ไหน ก็ไม่มีทางแก้ปัญหาการจราจรได้ ประชากรทั้งประเทศ ทั้งเมือง จะต้องถูกบีบให้ไปซื้อรถยนต์ส่วนตัว แล้วขับมันออกมาสู่ถนนนับล้านๆ คัน ไม่ว่าจะรู้ทั้งรู้ว่ามันทำให้รถติดแค่ไหนก็ตาม แต่พวกเขาไม่มีทางเลือกในการเดินทางเลย

30 กว่าปีก่อน ประเทศไทยเราเริ่มต้นสร้างทางด่วน ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ฉบับที่เท่าไรก็จำไม่ได้ โดยได้รับเงินกู้มาจากรัฐบาลญี่ปุ่น ซึ่งคิดไปคิดมา ถ้าคิดแบบ Conspiracy Theory ก็คิดได้ว่ารัฐบาลญี่ปุ่นนี่มันฉลาดจริงๆ มันรู้ว่าเมืองไทยเรายังไม่มีระบบขนส่งมวลชนที่ดีพอ รถเมล์ในเมืองห่วยแตก รถไฟรางก็ห่วย สร้างรางมาผิดขนาดตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 รถทัวร์ที่ขนส่งระหว่างจังหวัดก็ให้สัมปทานและบริหารกันมั่วซั่ว ส่วนในตัวเมืองต่างจังหวัดนั้นก็ไม่มีระบบขนส่งมวลชนเลยด้วยซ้ำ มีแต่รถรับจ้างเท่านั้น ดังนั้น ถ้าให้เงินกู้แก่ประเทศไทยเพื่อไปสร้างทางด่วน มันรู้เลยว่าคนไทยทั้งประเทศ และโดยเฉพาะคนในกรุงเทพฯ จะต้องถูกบีบบังคับให้ซื้อรถส่วนตัวแน่นอน แล้วบริษัทผลิตรถยนต์จากญี่ปุ่นก็มาลงทุนตั้งโรงงานในประเทศไทยมากมาย โตโยต้า ฮอนด้า ฯลฯ

ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา รถญี่ปุ่นแล่นกันเต็มถนน เพราะราคาถูกกว่ารถฝรั่ง รถติดกันวินาศสันตะโร เพราะทุกคนล้วนต้องเดินทางไปทำงาน และถ้าเลือกได้ ก็ไม่มีใครอยากนั่งรถเมล์

ในช่วงเวลาเดียวกันกับที่ประเทศไทยเอาเงินญี่ปุ่นมาสร้างทางด่วนในกรุงเทพฯ ช่วงนั้นตอม่อทางด่วนผุดขึ้นมาอย่างรวดเร็วเต็มบ้านเต็มเมือง ยิ่งกว่าดอกเห็ดเสียอีก ตอนนั้นผมยังเด็กๆ และจำได้ว่ามันมีข่าวว่าเราจะสร้างรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ เหมือนกัน คุ้นๆ ว่าบริษัทที่จะมาสร้างชื่อว่า "ลาโวลิน" อะไรสักอย่างนี่แหละ และคุ้นๆ ว่ารัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมในยุคนั้น จะชื่อ "สมัคร" อะไรสักอย่างนี่แหละ รถไฟฟ้าลาโวลินมีข่าวติดต่อกันยาวนาน และคนกรุงเทพฯ ก็อยากได้กันมาก มีการลากเส้นทางบนแผนที่มากมาย มันจะผ่านถนนสามเสนที่บ้านเก่าของผมด้วยซ้ำ แต่ไปๆ มาๆ โครงการรถไฟฟ้าลาโวลินก็ล้มเลิกไป เพราะอะไรน่ะเหรอ? คงต้องไปถาม "สมัคร" อะไรนั่นแหละ ได้ข่าวว่าตอนนี้ได้กลับมาดำรงตำแหน่งบริหารประเทศนี้อีกแล้ว

ผมว่านโยบายคมนาคมแบบนี้ แบบที่มีแต่ทางด่วน แต่ไม่มีระบบขนส่งมวลชน ถ้าไม่ได้ถูกผลักดันออกมาโดยรัฐมนตรีที่คอร์รัปชั่น ก็ต้องถูกผลักดันออกมาโดยรัฐมนตรีที่โง่และขาดวิสัยทัศน์สิ้่นดี

การปล่อยให้ทางด่วนผุดขึ้นมาเต็มเมือง ในขณะที่รถเมล์ห่วยแตก เป็นแบบนี้ติดต่อกันมา 30 ปี ผลสุดท้ายมาถึงทุกวันนี้ กรุงเทพฯ เราก็เป็นอย่างที่เห็นนี่แหละ ถึงแม้เราจะเริ่มมีรถไฟฟ้า BTS กับรถไฟฟ้า MRT กันในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แต่มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากนักหรอก มันสายเกินไปแล้ว

ถ้าเราเอาเงินสร้างทางด่วนนับล้านๆ บาท มาเริ่มสร้างระบบขนส่งมวลชนให้ดีๆ ตั้งแต่เมื่อ 30 ปีที่แล้ว ตอนนี้ประเทศไทยจะเป็นอย่างไร กรุงเทพฯ จะเป็นอย่างไร

ประมาณเกือบ 10 ปีที่แล้ว ผมเคยทำงานเป็นนักข่าวสายรถยนต์ ให้กับหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายสัปดาห์ ทำให้ได้มีโอกาสไปสัมภาษณ์พวกผู้บริหารบริษัทรถยนต์ทั้งหลาย ทั้งบริษัทญี่ปุ่นและบริษัทฝรั่ง ตอนนั้นจำได้ว่าประเทศไทยเรากำลังตื่นเต้นกับคำว่า "ดีทรอยต์แห่งเอเชีย" กันอย่างมาก รัฐบาลไทยมีนโยบายสนับสนุนบริษัทผลิตรถยนต์และบริษัทผลิตอุปกรณ์ชิ้นส่วนรถยนต์ ให้ผลประโยชน์ทางด้านภาษีและด้านอื่นๆ เพื่อดึงดูดให้บริษัทรถยนต์ทั้งหลายมาลงทุนในเมืองไทยเพิ่มขึ้น ในแง่ดี มันก็ทำให้เศรษฐกิจไทยเฟื่องฟูขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะมีเงินลงทุนจำนวนมหาศาลเข้ามา และทำให้แรงงานไทยมีงานทำ แต่ในอีกแง่หนึ่ง รถยนต์ที่ผลิตออกมาจำนวนมหาศาลในฐานะที่เราอยากจะเป็นดีทรอยต์แห่งเอเชีย ส่วนหนึ่งถูกส่งออก แต่อีกส่วนหนึ่งก็ยิ่งวนเวียนอยู่ในท้องถนนมากขึ้นไปอีก ยิ่งบีบให้คนเลิกใช้รถเมล์ และยิ่งบีบให้คนซื้อรถส่วนตัว

ผมคิดว่านโยบายการคมนาคมของไทยตลอด 30 ปีที่ผ่านมา ถูกผลักดันอย่างฉ้อฉลจากบริษัทผลิตรถยนต์มาโดยตลอด จนถึงวันนี้ ระบบขนส่งมวลชนของทั้งประเทศถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง รถเมล์ร่วมบริการห่วยแตก รถเมล์ขสมก.จ่อขึ้นราคา รถไฟฟ้าบนดินใต้ดินมีจำนวนน้อยเกินไป จำกัดเพียงไม่กี่เส้นทาง และยังเตรียมขึ้นราคาด้วยเช่นกัน เราทุกคนต้องจำใจซื้อรถแบบเงินผ่อน ทำงานได้เงินเดือนไม่กี่หมื่น ต้องจ่ายผ่อนรถเดือนละเกือบหมื่น เพื่อจะได้เอามันมาจอดแช่อยู่บนถนน นานเป็นชั่วโมงๆ ต่อวัน ผลาญเวลาและผลาญน้ำมันหมดไปอย่างไรค่า

ยิ่งรถส่วนตัวเยอะ เราก็ยิ่งต้องใช้น้ำมันเยอะ พอน้ำมันแพง ก็ต้องหันไปใช้ เอ็นจีวี แอลพีจี เอธานอล ไบโอดีเซล

โปรดติดตามตอนต่อไป ผมจะพูดถึงนโยบายพลังงานและวิธีการปัญหาราคาน้ำมันเชื้อเพลิงของรัฐบาลนี้ ที่เรากำลังโดนฉ้อฉลกันอยู่

...

 

 


kobbit wrote on May 29, '08
จำได้ว่าสมัยเด็กๆ คุณครูเคยบอกว่า มีแต่สมัครคนเดียวในตอนนั้นอะครับ ที่บอกว่า รถไฟใต้ดินในกรุงเทพฯ เป็นไปได้ แต่คนอื่นไม่เอาด้วย ประมาณนั้น แต่ไม่รู้เรื่องจริงเป็นยังไง

แต่เท่าๆที่ดูก็เห็นมีแต่ปู่หมักคนเดียวที่กล้าเล่นกับ "รถไฟ" อ่ะครับ ทั้งเรื่องรถไฟรางคู่ กับรถไฟฟ้า
เพราะถ้าอยู่ในวงการรถไฟคงจะรู้กันดีว่า คอร์รัปชั่น กันขนาดไหน

แน่นอน ผมไม่ได้ชอบนายสมัครเป็นพิเศษ แต่ถ้าปู่ทำให้รถไฟไทยดีขึ้นได้ ผมขอคารวะจากใจเลยครับ

ยังไงตอนนี้ก็ขอให้ Airport rail link เสร็จเชื่อมดอนเมืองถึงสุวรรณภูมิให้ได้ละครับ อย่างน้อยระบบรถไฟเหนือ-ตะวันออก ก็ยังจะช่วยในการเดินทางได้มาก

ไม่ชอบขับรถ โดยเฉพาะในเมือง เป็นคนหนึ่งที่นั่งหวังลมๆ แล้งๆ กับระบบขนส่งมวลชนไทยมานานแสนนาน
teung wrote on May 29, '08
มันทำให้ค่านิยมของคนที่เริ่มทำงานใหม่ๆ คือ ต้องซื้อรถให้ได้และยอมอยู่ตามห้องเช่าเล็กๆเอา
xoanonzx wrote on May 29, '08
เป็นคนนึงที่อยู่ในแวดวงอุตสาหกรรมรถยนต์ค่ะ เห็นตัวเลขแล้วก็น่าใจหายจริงๆ ผลิตชิ้นส่วนหัวฉีดน้ำมัน วันละไม่ต่ำกว่าหมื่นชิ้น
(คิดดูได้กี่คัน) แถมยังไม่พอจะส่งขายด้วยซ้ำ.. โบนัสกระจายออกมา 7 เดือน กลุ่ม Auto part ส่วนมากได้กันประมาณนี้ พนักงานก็เอาไปซื้อรถยนต์ใช้กันอีกที ผ่อนเดือนล่ะหมื่นกว่า เหมือนจะดีเน่อะ มีบริษัทญี่ปุ่นเข้ามาคนไทยมีรายได้เย่อะ แต่เงินที่ได้ก็เขาไปซื้อของเขาอยู่ดี
แล้วน้องๆฝ่ายผลิตทำงานวันละ 8 ชั่วโมง + โอทีวันละไม่ต่ำกว่า 3.5 ชั่วโมง + โอที เสาร์อาทิตย์ รวมแล้วหมื่นนิดๆแค่พอผ่อนรถแต่ละเดือน ชักหน้าไม่ถึงหลัง อดมื้อกินมื้อ เป็นห่วงคุณภาพชีวิตคนไทยจริงๆเล๊ย... ทำงานหนักเกินตัว เพื่อขอให้ได้มี แล้วจะไปดิ้นรนกันทำไมหนักหนาเนี่ยเน่อะ

Add a Comment