...
จริงๆ ผมตั้งใจว่าจะเขียนเรื่องรถประจำทางร่วมบริการ มาตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้ว เพราะเป็นช่วงที่รถร่วมหยุดบริการเพื่อประท้วงขอขึ้นราคาค่าโดยสาร และมีเนื้อหาต่อเนื่องกับซีรี่ย์ส Who killed the BUS? ที่เขียนไปเมื่ออาทิตย์ที่แล้วอย่างมาก พอดีเพิ่งจะมาว่างเขียนในวันนี้ กลัวว่าความคิดและอารมณ์ในการเขียนและการอ่านจะไม่ต่อเนื่อง เลยอยากให้คุณย้อนกลับไปอ่านซีรีย์สนี้คร่าวๆ กันก่อน
เมื่อวันพฤหัสที่แล้ว เป็นวันที่พวกรถร่วมหยุดให้บริการทั่วกรุงเทพฯ เพื่อประท้วงขอขึ้นราคาค่าโดยสาร เนื่องจากราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว พอดีในวันนั้น บริษัทอัมรินทร์พรินติ้งจัดงานอีเวนต์พอดี เลยถือโอกาสออกจากบ้านไปร่วมงานกับเขาหน่อย ใจจริงๆ คืออยากออกไปดูสภาพบ้านเมืองในวันนี้ให้เห็นกับตา ว่ามันจะวุ่นวายขนาดไหน เมื่อพวกรถร่วมหยุดให้บริการ หลังจากที่นั่งดูข่าวทางทีวีมาตลอดทั้งเช้า
วันนั้นผมออกจากบ้านประมาณบ่ายสองโมง ใช้เวลาจากบ้านไปถึงอัมรินทร์ฯ ด้วยการนั่งรถเมล์ของขสมก. สองต่อ รวมแล้วไม่ถึง 40 นาที บ้านผมอยู่นนทบุรี การจะไปอัมรินทร์ฯ ซึ่งอยู่แถวตลิ่งชัน ก็ต้องนั่งรถเมล์สาย 203 แล้วไปต่อรถเมล์ตรงฝั่งตรงข้ามห้างพาต้าปิ่นเกล้า ซึ่งส่วนใหญ่รถ 203 กับรถแถวพาต้าปิ่นเกล้า มักจะเป็นรถร่วมบริการ ทั้งแบบรถมินิบัสสีเขียว กับรถเมล์คันใหญ่สีขาวคาดน้ำเงิน แต่วันนั้นไม่มีรถร่วม มีแต่รถของขสมก. ที่เขานำรถสายอื่นๆ มาเสริม แต่น่าแปลกที่ผมรู้สึกกลับสะดวก สะอาด ปลอดภัย รวดเร็ว ทำให้ผมได้ข้อสรุปว่า จริงๆ แล้ว ขสมก. ถ้าบริหารจัดการดีๆ ก็สามารถให้บริการประชาชนในกรุงเทพฯ ได้ทั้งหมด และได้ดีกว่าด้วย โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยรถร่วมเลย
อยากจะบอกว่า ที่ผ่านมา รถร่วมไม่ได้ช่วยให้คนกรุงเทพฯ มีการคมนาคมที่ดีขึ้นเลย มีแต่จะทำให้สภาพการจราจรในกรุงเทพฯ เลวร้ายลง ประสิทธิภาพในการใช้พลังงานลดต่ำลง และสวัสดิภาพของคนกรุงเทพฯ แย่ลง ด้วยเหตุผลว่าการจัดการและการแบ่งผลประโยชน์ของรถร่วมนั้น มันผิดหลักการของการจัดการขนส่งมวลชน
- ขสมก. เอาเส้นทางที่ตนเองขาดทุนไปขายสัมปทานให้เอกชน เอกชนที่เข้ามารับ ก็ต้องลดต้นทุนของตนเองเพื่อให้ได้ผลกำไร ผลที่ออกมาก็คือสภาพรถเลวลง การซ่อมบำรุงน้อยลง คุณภาพพนักงานห่วยแตก และประชาชนผู้เป็นคนโดยสารก็ได้รับบริการแย่อย่างเห็นได้ชัด
- บริษัทเอกชนที่ซื้อสัมปทานมา จ่ายผลตอบแทนให้พนักงานที่เป็นคนขับรถและคนเก็บค่าโดยสาร โดยแบ่งเปอร์เซนต์จากค่าตั๋วที่เก็บได้ ผลก็คือ รถร่วมจะไม่ function ในฐานะเป็นระบบขนส่งมวลชน ซึ่งจะต้องให้บริการแบบสาธารณประโยชน์ แต่จะทำตัวเป็น Business Unit คือรถแต่ละคันมุ่งเน้นผลกำไรสูงสุดของตนเอง สิ่งนี้เลยทำให้เกิดปัญหาตามมา คือ
- รถร่วมจอดแช่ป้ายเพื่อรอรับผู้โดยสารให้เต็มคันก่อน การที่เราเห็นรถร่วมแล่นเข้าป้ายมา แล้วเรารีบวิ่งขึ้นไปเพราะคิดว่าจะช่วยให้เราถึงที่หมายได้เร็วขึ้นนั้น ผิดถนัด! รถร่วมจะจอดแช่ป้ายใหญ่ๆ ตามปากซอยที่มีคนอยู่เยอะๆ ตามหน้าศูนย์การค้าที่ไม่มีตำรวจมาไล่ และตามป้ายรถที่เป็นศูนย์กลางของระบบขนส่ง เช่นที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ จตุจักร หมอชิต พอเราขึ้นรถมันปุ๊บ กระเป๋าจะมาเก็บค่าโดยสารทันที แล้วก็ปล่อยให้เราอยู่บนรถแบบนั้น อย่างน้อยๆ ก็ 10-20 นาที จนกว่ารถสายเดียวกันจะมาไล่หลังเข้าป้าย ถ้าเราอยากลงเพื่อไปขึ้นคันอื่น ก็เท่ากับจ่ายค่าโดยสารให้มันไปฟรีๆ
- รถร่วมขับช้าผิดปกติ เพื่อถ่วงเวลารอรถสายเดียวกันคันหลังจะไล่มาทัน ยิ่งขับช้า ก็หมายความว่ามีโอกาสจะได้รับผู้โดยสารเพิ่มขึ้น
- รถร่วมขับเร็วผิดปกติ เมื่อเห็นรถสายเดียวกันคันหลังไล่มาทัน มันจะรีบขับเพื่อไปรับผู้โดยสารป้ายถัดไป ส่วนรถคันหลังที่ไล่มา ก็จะพยายามขับแซงรถสายเดียวกันคันหน้าที่แกล้งขับช้า เพราะรู้สึกว่าตนเองโดนเอาเปรียบ
- ไล่ผู้โดยสารลงกลางทาง โดยอาจจะอ้างว่ารถเสีย หรืออะไรก็ตาม เมื่อเห็นว่าดึกแล้ว ผู้โดยสารน้อยเกินไป ไม่คุ้มที่จะวิ่งไปให้ครบระยะทาง
- ผมเชื่อว่าการยอมให้ขึ้นค่าโดยสาร จะไม่ทำให้รถร่วมให้บริการดีขึ้น เพราะคนขับและกระเป๋า จะยิ่งต้องการจอดแช่ป้ายให้นานขึ้น แกล้งขับให้ช้าเพื่อรอรถคันหลัง และรีบขับให้เร็วเพื่อแย่งผู้โดยสาร เพราะเงินค่าโดยสารที่เพิ่มขึ้นจะยิ่งล่อใจพวกเขา เมื่อวิ่งตอนกลางวันได้เงินมามากพอแล้ว ก็จะไม่วิ่งในเวลากลางคืนเพราะขี้เกียจ
- ผมเชื่อว่าการยอมให้ขึ้นค่าโดยสาร จะไม่ทำให้เอกชนผู้รับสัมปทานมีกำไรมากขึ้น หรือขาดทุนน้อยลง และจะไม่ทำให้คนขับและคนเก็บค่าโดยสารของรถร่วมมีรายได้มากขึ้น หรือมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพราะค่าโดยสารที่เพิ่มขึ้นจะถูกนำไปถมลงในค่าน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นทุกวันๆ
- การขึ้นค่าโดยสาร จะยิ่งทำให้รถร่วมแย่ลง การจราจรติดขัดมากขึ้น และประชาชนในกรุงเทพฯ เดือดร้อนกันมากขึ้น
ที่ผ่านมาหลายสิบปี เวลาเราเห็นข่าวรถร่วมเบรคแตกไปชนคนตาย หรือเวลาที่เราโดนรถร่วมขับปาดหน้า แซงซ้ายแซงขวา หรือเวลาที่เราโดนกระเป๋ารถร่วมด่า หรือเวลาที่การจราจรหน้าศูนย์การค้าติดขัดเพราะรถร่วมไปจอดแช่นานๆ เรามักจะมองว่ามันเป็นความผิดของตัวบุคคล คือคนขับและกระเป๋า ที่เป็นพวกชนชั้นล่างของสังคม ว่าคนเหล่านี้จริยธรรมและศีลธรรมต่ำทราม แต่จริงๆ แล้ว ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคล แต่มันอยู่ที่ระบบมากกว่า
ถ้าเรายังปล่อยให้รถร่วมแต่ละคัน เป็น Business Unit ที่ Operate โดยชนชั้นล่างของสังคม (ไม่ได้อยากจะกล่าวหาว่าคนพวกนี้จริยธรรมและศีลธรรมต่ำหรอกนะ แต่ที่ผ่านมา มันทำให้คิดแบบนี้จริงๆ ว่าคนพวกนี้ไม่มีจิตสาธารณะ ไม่มีสำนึกในหน้าที่ ว่าจะต้องขับรถไปตามกำหนดระยะทางและกำหนดเวลาที่แน่นอน และไม่มีเซอร์วิสไมนด์) ต่อให้รัฐบาลยอมให้ขึ้นราคาค่าโดยสารรถร่วมไปถึง 15-20 บาท ก็ไม่มีทางพัฒนาระบบการขนส่งมวลชนในกรุงเทพฯ ไม่มีทางแก้ไขปัญหาจราจร ไม่มีทางแก้วิกฤตพลังงาน และไม่มีทางทำให้คุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพฯ ดีขึ้นไปกว่านี้ได้
มีเรื่องจะเล่าให้ฟัง เมื่อหลายปีก่อน สมัยที่ยังเป็นหนุ่มๆ เลือดร้อนอยู่ เคยดูไปดูหนังที่โรงเมเจอร์ปิ่นเกล้า หนังเลิกออกมาประมาณ 3 ทุ่มกว่าๆ ออกมายืนรอรถเมล์ที่ป้ายหน้าโรงหนัง ในรัศมีแค่ 10-20 เมตรตรงป้ายรถเมล์นั้น มีรถแท็กซี่และรถร่วมจอดแช่ไว้หลายสิบคัน ทำให้การจราจรติดขัดสุดๆ ผมยืนรอรถเมล์นานมาก พอเห็นรถร่วมมินิบัสสาย 28 มาก็รีบวิ่งขึ้่นไป กระเป๋ามันก็รีบมาเก็บเงินในทันที แต่รถกลับไม่ยอมออกจากป้าย ดูท่าทางว่ามันจะรอให้คนเต็มรถก่อน
ผมนั่งอยู่นานมาก รู้สึกเหมือนนานชั่วกัปป์ชั่วกัลป์ อากาศก็ร้อน คนในรถก็แน่น ควันพิษจากข้างนอกก็พัดเข้ามาตลอด เพราะรถทุกคัน ทั้งรถร่วม ทั้งรถแท็กซี่ จอดแช่เหมือนกันหมด แต่พอมองไปข้างหน้ารถ เห็นถนนข้างหน้าโล่งโจ้ง เพราะนั่นมันดึกแล้ว สามทุ่มกว่า ทำไมผมอยากกลับบ้านเต็มที แต่กลับไม่ได้วะ?
ตอนนั้นเลือดขึ้นหน้า ตะโกนขึ้นมา เฮ้ยยย! เมื่อไรจะไปซะทีเว้ยยย!
ผู้โดยสารคนอื่นหันมามองกันหมดทั้งรถ แต่กลับไม่มีใครทำอะไร ทุกคนหันมามอง แล้วก็หันกลับไปนั่งสงบนิ่ง ยอมรับชะตากรรมของตนเองเหมือนเดิม
กระเป๋ารถเมล์หันมามอง แล้วหันไปพูดงึมงัมๆ กับคนขับ แต่รถก็ยังไม่ยอมออกอยู่ดี จอดไว้แบบนั้นแหละ
สรุปคือต้องรออีก 5-10 นาที จนรถแน่นเหมือนปลากระป๋องแล้ว มันจึงค่อยออกจากป้ายนั้น ตั้งแต่วันนั้นมา ผมสัญญากับตัวเอง ว่าจะไม่ขึ้นรถร่วมอีกเลย โดยเฉพาะพวกมินิบัส ย้อนคิดกลับไป นับว่าโชคดีว่าคืนนั้นไม่โดนคนขับกับกระเป๋าหันมากระทืบจนตายคาตีนมัน แต่ที่คิดแล้วแค้น คือพวกผู้โดยสารคนอื่น นั่งเงียบเรียบร้อย ยอมรับชะตากรรมของตนเอง ทั้งที่ถ้าเราทุกคนโวยวายขึ้นมาพร้อมกัน ยังไงๆ คนขับมันก็ต้องออกรถอยู่แล้ว
เรื่องนี้เกิดเมื่อหลายปีก่อนนะ สมัยนั้นน้ำมันลิตรละ 10 กว่าบาทเท่านั้น ขนาดน้ำมัน 10 กว่าบาทมันจะยังต้องจอดแช่รอคนแบบนี้ คิดดูละกัน ถ้าขึ้นค่ารถให้ไปอีก สถานการณ์จะดีขึ้นหรือเปล่า
ในวันพฤหัสที่แล้ว พอเสร็จจากงานอีเวนต์ของอัมรินทร์ฯ ประมาณห้าโมงกว่าๆ ผมก็ไปเดินซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ตที่เซ็นทรัลปิ่นเกล้าต่อ กลับถึงบ้านประมาณสามทุ่มกว่า วันที่กรุงเทพฯ ไม่มีรถร่วม ผมเห็นสภาพท้องถนนในกรุงเทพฯ ดีขึ้น รถติดน้อยลง (แต่นี่ก็อาจจะเป็นเพราะน้ำมันราคาแพง ทำให้คนขับรถกันน้อยลงด้วย) การจราจรเป็นระเบียบ ไม่มีรถติดที่หน้าศูนย์การค้า อาจจะต้องรอรถเมล์นานขึ้นหน่อย รถเมล์แน่นขึ้นหน่อย แต่โดยรวมแล้ว บรรยากาศบนท้องถนนกรุงเทพฯ ดีขึ้นจากผิดหูผิดตา
พอถึงบ้านก็เปิดทีวีดูข่าว เห็นผลสรุปว่าพวกรถร่วมกำลังกลับมาให้บริการต่อได้แล้ว เพราะรัฐบาลจะเข้าไปอุ้มค่าน้ำมันให้ ผมรู้สึกผิดหวังจริงๆ และล่าสุดตอนนี้ มีข่าวว่าพวกรถแท็กซี่มิเตอร์ เริ่มออกมาประท้วงเพื่อขอขึ้นค่าโดยสารอีกแล้ว เอาไว้ว่างๆ จะมานั่งเขียนเรื่องรถแท็กซี่ให้อ่านกันต่อ
...