Join MultiplyOpen a Free ShopSign InHelp
MultiplyLogo
SEARCH

อะโลน อิน เดอะ ซีเนม่า


...


บทความตอนต่อในซีรีย์ส Who Killed the BUS? นะครับ คราวนี้เขียนถึงเรื่องรถแท็กซี่บ้าง

หลายเดือนก่อนผมออกจากบ้านไปทำงาน ประมาณช่วงเที่ยงวัน ออกไปยืนรอโบกรถแท็กซี่ตั้งนาน ก็เห็นแท็กซี่ไม่มีผู้โดยสาร เปิดไฟสีแดงๆ แล่นมาแต่ไกล ก็เลยโบกมือเรียก อึดใจต่อมา รถแท็กซี่คันนั้นก็แล่นใกล้เข้ามาจนถึงระยะโฟกัสของสายตา ผมเพิ่งจะเห็นว่ารถแท็กซี่คันนี้เก่าไปสักหน่อย แต่แหม โบกเขามาแล้ว ถ้าไม่ขึ้นก็น่าเกลียดแล้วล่ะ

จริงๆ แล้วรถแท็กซี่คันนี้ก็ไม่ได้เก่ามากหรอก มันดูใหม่และสภาพดีกว่ารถมิตซูบิชิแชมป์ของบ้านผมเองด้วยซ้ำไป มันก็แค่ดูเก่ากว่ารถแท็กซี่คันอื่น ที่ดูน่าโบก น่านั่งมากกว่าเท่านั้นเอง พอผมเข้าไปนั่งข้างในรถ เห็นสภาพภายในก็ยังดีอยู่ ไม่เห็นเสียหายอะไร ในวินาทีนั้นก็เลยนึกขึ้นมาในใจ ว่าเออ! นี่ถ้าเราทุกคนเอาแต่โบกรถแท็กซี่ที่ใหม่เอี่ยมอ่องกันหมด แล้วรถแท็กซี่ที่เก่ากว่ากันสัก 2-3 ปีแบบรถคันนี้ เขาจะเอาไปทำอะไรนะ

ระหว่างทางก็นั่งไปเพลินๆ ก็เลยชวนคนขับแท็กซี่คุย ด้วยความสงสัยอย่างยิ่ง ว่ารถแท็กซี่สภาพแบบนี้เสียค่าเช่าเหมือนกับแท็กซี่ใหม่ๆ หรือเปล่า คนขับก็เลยตอบกลับมา ว่าเขาเลือกที่จะเช่ารถสภาพประมาณนี้เอง เพราะไปเช่ารถใหม่เอี่ยมไม่ไหว รถใหม่เอี่ยมนั่นค่าเช่าประมาณกะละ 600-700 บาท แต่สำหรับรถคันนี้ เขาเสียค่าเช่ากะละ 350 บาทเท่านั้้น แถมยังมีโปรโมชั่นด้วย ถ้าเช่า 5 ยังแถมให้ขับฟรีอีก 1

ผมเลยถามเขาต่อไป ว่าในแต่ละวัน เขาหาเงินได้สักเท่าไร เขาบอกว่าถ้าเลือกเช่ารถที่เก่าหน่อย ก็จะมีเงินเหลือเก็บเยอะมาก คือในกะกลางวัน ซึ่งนานประมาณ 12 ชั่วโมง เขาน่าจะได้ผู้โดยสารไม่ต่ำกว่า 15-20 คน ถ้าผู้โดยสารเสียค่าโดยสารเฉลี่ยคนละ 100 บาท เขาก็จะมีรายได้ 1,500-2,000 บาท เสียค่าใช้จ่ายเป็นค่าเช่ารถ 350 บาท เสียค่าก๊าซ LPG ประมาณไม่เกิน 500 บาท เขาก็จะมีเงินกลับบ้านหลายร้อย หรืออาจจะถึง 1,000 บาท ในวันที่โชคดี

ลองคิดดูคร่าวๆ ถ้าเขาเลือกเช่ารถแท็กซี่ใหม่เอี่ยม ค่าเช่ากะละ 700 บาท หักกลบค่าเช่า ค่าก๊าซ LPG แล้ว รายได้ต่อวันของคนขับแท็กซี่จะเหลือเพียงไม่กี่ร้อยบาท หรืออาจจะไม่เหลือเลยด้วยซ้ำ ถ้าเป็นวันที่โชคร้าย เขาหาผู้โดยสารได้ไม่ถึงสิบคน

วันก่อนดูข่าวว่าพวกคนขับแท็กซี่ออกมาเรียกร้องของปรับค่าโดยสาร ทั้งที่รถแท็กซี่พวกนี้ใช้ก๊าซกันหมดทุกคัน แต่พวกเขาอ้างว่าค่าโดยสารนี้ไม่ได้ปรับมานานเป็นสิบปี ซึ่งค่าเงินเฟ้อ ค่าครองชีพต่างๆ พุ่งสูงขึ้น ทำให้พวกเขาเดือดร้อน แต่ในความคิดของผม ปัญหาของแท็กซี่ในกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่นั้นมาจากเรื่องรถแท็กซี่ใหม่ๆ มากกว่า คือการที่คนขับเลือกเช่ารถใหม่ และการที่ผู้โดยสารมีความนิยมรถสภาพใหม่

ไม่ต้องเป็นนักบัญชี ไม่ต้องเป็นนักเศรษฐศาสตร์ แค่ดูรายได้กับค่าใช้จ่ายของการขับแท็กซี่ในแต่ละวัน แค่นี้ก็เห็นได้แล้ว ว่าต้นทุน 50% นั่นอยู่ที่ค่าเช่ารถ ซึ่งก็แปลว่าพวกคนขับแท็กซี่แต่ละคน ก็ขับรถแท็กซี่ไปเถอะ 12 ชั่วโมงต่อวัน ขับเข้าไป ขับได้เท่าไร เงินได้ครึ่งหนึ่งก็เอามาจ่ายให้กับเจ้าของสหกรณ์รถ นี่มันทำนาบนหลังคนเกินไปหรือเปล่า

ผมพยายามคิดถึงต้นทุนของเจ้าของสหกรณ์รถ เขาลงทุนซื้อรถโตโยต้าอัลติสคันใหม่เอี่ยมมาแบบเงินผ่อน นำมาติดตั้งระบบก๊าซ นำไปจดทะเบียนแท็กซี่ แล้วนำมาปล่อยให้เช่า ผมคิดว่าเขาน่าจะเสียค่าผ่อนรถประมาณเดือนละหมื่นกว่าบาท เท่าๆ กับที่ชนชั้นกลางผ่อนรถกันในแต่ละเดือนนั่นแหละ บวกค่าประกันภัย ค่าบริหารงาน ค่าเสื่อมราคาของรถ ค่าบำรุงรักษา ต้นทุนของการลงทุนกับแท็กซี่ 1 คัน น่าจะรวมๆ แล้วเดือนละสองหมื่นกว่าบาท ลองเทียบกับรายได้ที่เขาได้รับ จากการปล่อยให้เช่ากะละ 700 บาท วันหนึ่งมี 2 กะ เดือนหนึ่งมี 30 วัน รวมๆ แล้วน่าจะได้ไม่ต่ำกว่า 3-4 หมื่นบาทต่อเดือน ซึ่งสามารถครอบคลุมค่าผ่อนรถและค่าใช้จ่ายอื่นๆ และจะเหลือเป็นกำไรจากการลงทุนอีกเดือนละหมื่นกว่าบาทต่อคัน

ยิ่งมีรถหลายคัน ก็ยิ่งกำไรมากขึ้น ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจเลย ที่ทำไมรถแท็กซี่จึงเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว ตามรายงานข่าวระบุว่าตอนนี้ในกรุงเทพฯ เรามีรถแท็กซี่ที่จดทะเบียนแล้วมากถึง 1 แสนกว่าคัน เทียบกับจำนวนประชากรในกรุงเทพฯ 10 กว่าล้านคน เท่ากับว่าเรามีรถแท็กซี่ 1 คันต่อประชากร 100 คน ตัวเลขนี้มากหรือน้อยกว่ามาตรฐาน ผมก็ไม่รู้นะ ใครรู้ช่วยบอกด้วย แต่ผมคิดว่ามันมีมากเกินไปแล้ว เพราะในจำนวนคนกรุงเทพฯ 100 คนนั้น ส่วนหนึ่งมีรถส่วนตัว มีรถมอเตอร์ไซค์ บางคนนั่งรถเมล์ และบางคนไม่ต้องการจะเดินทางเลยด้วยซ้ำ เราต้องการรถแท็กซี่มากขนาดนี้ไปทำไม

จำนวนรถแท็กซี่ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว สะท้อนให้เห็นว่า ผู้ลงทุน ซึ่งในที่นี้ได้แก่เจ้าของสหกรณ์แท็กซี่ เล็งเห็นว่าการเพิ่มจำนวนรถแท็กซี่ ยังสามารถสร้างกำไรได้เพิ่มขึ้นอยู่ และจะเพิ่มขึ้นไปได้อีกเรื่อยๆ ยิ่งมีรถแท็กซี่มาก เขาก็ยิ่งรวยขึ้น เพราะเขารู้ดีว่ายังมีคนด้อยโอกาสในสังคม ชนชั้นล่างในสังคม ที่จำยอมมาขับแท็กซี่ และจ่ายค่าเช่ามหาโหดให้กับเขาทุกวัน เพราะไม่มีงานอย่างอื่นให้ไปทำ

ในขณะที่ความยากจนของคนขับแท็กซี่ แน่นอนว่าส่วนหนึ่งมาจากค่าเงินเฟ้อ และค่าครองชีพที่ถีบตัวสูงขึ้น แต่ส่วนที่เป็นหลักจริงๆ แล้วคือปัญหาการ โอเวอร์ซัพพลาย ของรถแท็กซี่ต่างหาก ยิ่งมีรถแท็กซี่มาก เขายิ่งยากจนลง เพราะจะต้องมาแย่งผู้โดยสารกันเอง ถึงจะได้ผู้โดยสารน้อยลง แต่เขาก็ยังต้องจ่ายค่าเช่าเท่าเดิม จนถึงจุดที่เท่าทุน หรือขาดทุน แต่เขาก็ไม่สามารถไปทำงานอื่นได้ เพราะไม่มีโอกาส ไม่มีความรู้

สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ คนขับแท็กซี่มองไม่เห็นภาพรวมของธุรกิจแท็กซี่ ว่าเงินรายได้แท้จริงแล้วไปตกอยู่ที่ใคร คนขับแท็กซี่เลยออกมาประท้วงขอขึ้นค่าโดยสาร

เขาไม่รู้ตัวเลย ว่ายิ่งขึ้นค่าโดยสาร ในสภาวะเศรษฐกิจอย่างทุกวันนี้ มันจะยิ่งทำให้ผู้โดยสารมีจำนวนน้อยลง ในขณะที่ค่าโดยสารที่เพิ่มขึ้น จะดึงดูดให้คนอื่นๆ หันมาขับแท็กซี่มากขึ้น และจะทำให้จำนวนรถแท็กซี่เพิ่มมากขึ้นไปอีกอย่างหยุดไม่อยู่

เมื่อถึงเวลานั้น สิ่งที่คนขับแท็กซี่ทำได้เพื่อเอาตัวรอด เพื่อหาเงินมาให้ได้คุ้มกับค่าเช่า พวกเขาทำได้แค่โกงมิเตอร์ จอดรถแช่รอผู้โดยสารตามหน้าป้ายรถเมล์ หลอกฟันหัวฝรั่งตามแหล่งท่องเที่ยว ผู้โดยสารเรียกไปไกลๆ ก็จะไม่ยอมไป ทุกอย่างล้วนก่อให้เกิดปัญหาอีกมากมายตามมา

คนขับแท็กซี่ไม่รู้เลย ว่าถ้าได้ขึ้นราคาค่าโดยสารจริงๆ ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า รถแท็กซี่ล็อตที่ใหม่กว่า เครื่องแรงกว่า ทาสีสวยกว่า ก็จะทะยอยเข้ามา และแน่นอนว่าเจ้าของสหกรณ์แท็กซี่ก็จะต้องขึ้นค่าเช่ารถตามขึ้นไป รถที่ใหม่กว่าในตอนนั้น ค่าเช่าคงไม่ได้อยู่ที่ 700 แล้ว แต่จะพุ่งไปเป็น 800-900 บาท โดยเจ้าของสหกรณ์รถแท็กซี่ก็สามารถอ้างเรื่อง "ค่าเงินเฟ้อ ค่าครองชีพ" ได้เช่นกัน

สุดท้ายแล้วเงินก็ไม่ได้ตกอยู่กับคนขับแท็กซี่อยู่ดี

ในความคิดของผม ทางแก้ปัญหาแท็กซี่ คือการชะลอไม่ให้มีรถแท็กซี่ใหม่เพิ่มเข้ามาในระบบ (ด้วยวิธีอะไรก็ไม่รู้เหมือนกัน และคิดว่าทำได้ยาก เพราะแท็กซี่ต้องเปิดเสรี ถ้าจำกัดจำนวนแท็กซี่ ก็จะเกิดปัญหาอื่นๆ ตามมาอีกมาก ทะเบียนแท็กซี่เดิมจะแพงหูฉี่ แล้วสุดท้ายก็จะส่งผลต่อค่าโดยสารอยู่ดี) และสิ่งที่น่าจะทำได้ง่ายกว่า คือยืดอายุทะเบียนรถแท็กซี่ให้นานขึ้น ทำให้รถแท็กซี่เก่าที่ค่าเช่าถูกๆ สามารถใช้งานได้นานขึ้นอีกสัก 1-2 ปี

ถ้าจะขึ้นค่าโดยสารจริงๆ ก็ให้ไปขึ้นค่าโดยสารเฉพาะรถแท็กซี่ใหม่ โดยกำหนดให้แท็กซี่มี 2 ระดับราคา คือแท็กซี่เก่ายังคงราคาเดิมเอาไว้ ให้แท็กซี่ใหม่ราคาแพงกว่า ติดป้ายไว้ที่หน้ารถตัวโตๆ ว่ารถคันนี้คิดราคาเก่าหรือราคาใหม่ แล้วให้ผู้โดยสารเลือกเอง ว่าจะโบกรถคันไหน ซึ่งผมเชื่อว่า ถ้าคนขับแท็กซี่มีสมอง เขาก็คงรู้ว่าควรจะเลือกเช่ารถเก่าหรือรถใหม่มาขับ

แบบนี้แล้วผู้โดยสารก็ไม่เดือดร้อน คนขับแท็กซี่ก็เลือกเช่ารถที่ต้องการ เจ้าของสหกรณ์แท็กซี่ก็ยังมีรายได้จากทั้งรถเก่าและรถใหม่ จำนวนรถแท็กซี่ใหม่ก็จะชะลอลง จำนวนรถบนท้องถนนก็ไม่เพิ่มขึ้นมาก การจราจรก็น่าจะไม่เลวร้าย

สิ่งนี้ไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นได้หรือเปล่า ผมเองยังไม่แน่ใจ ว่าข้อมูล ข้อเท็จจริง และการวิเคราะห์นี้ จะถูกต้องเหมาะสมทั้งหมดหรือเปล่า ใครมีไอเดียอะไรก็มาช่วยกันแชร์ได้


...

 

 


kobbit wrote on Jun 7, '08
ตอนผมไปญี่ปุ่น แท็กซี่มีแต่เก่าๆ นะครับ คนขับก็แก่ๆ เค้าทำเหมือนกับบริษัทจำกัดทั่วไปนะถ้าจำไม่ผิด
สยามเมืองยิ้มติดอยู่ที่ระบบพ่อค้าคนกลางมานาน ตั้งแต่ผมเรียนสปช. ตอน ป.3 ก็มีเรื่องพ่อค้าคนกลาง จนวันนี้ พ่อค้าคนกลางก็ยังเป็นคนที่ร่ำรวยรองจากนายทุน ทั้งเรื่องข้าว เรื่องรถ เรื่องน้ำมัน เงินไม่ได้ตกถึงมือ ชาวนา หรือคนขับแท็กซี่อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไปอยู่กับคนกลาง และไปเป็นค่าส่วยค่าต๋งให้กับเจ้าหน้าที่รัฐเลวๆ อีกส่วนหนึ่ง ผมว่าบริษัทรถในตอนก่อนก็อาจมีเอี่ยวในการกระตุ้นยอดขายด้วยนะครับกับเรื่องนี้

คนไข้ผมหลายคนเอาแท็กซี่กลับบ้านมานักต่อนักแล้ว เพราะรายได้มันไม่ได้ดีอย่างที่คิด กลับมาทำนากันเป็นแถว
fazztg wrote on Jun 7, '08
ข้อมูลเกี่ยวกับรถแท็กซี่เก่า-ใหม่ ตอนต้นน่าสนใจครับ เพราะฟังมาจากคนขับแท็กซี่เองโดยตรง

โดยส่วนตัว ผมว่าปัญหารถ (รวมเรือด้วย) ยังไปไม่ถึงเรื่องขึ้นค่าโดยสารนะ พยายามอย่าวิ่งรถเปล่าก็พอ เพราะตอนนี้ค่าโดยสารแท็กซี่ค่อนข้างใกล้เคียงกับค่ารถเมล์ในกรณีที่ต้องขึ้นหลายทอดในระยะทางใกล้ ๆ แล้วล่ะครับ เพื่อนผมหลายคนใช้บริการแท็กซี่มากขึ้นแล้ว

ที่น่าเป็นห่วงคือ ผมว่าคนขับแท็กซี่หลาย ๆ คัน พยายามเลือกทางวิ่งที่สบายที่สุด+ได้เงินเร็วที่สุด เป็นสูตรสำเร็จมากเกินไป จนลืมไปว่าในบางกรณีสถานการณ์ก็ไม่เอื้อ และในที่สุดต้องวิ่งรถเปล่าหาผู้โดยสารเสียค่าน้ำมันกันฟรี ๆ (จะว่าไป รู้สึกว่าเค้าห้ามแท็กซี่ปฏิเสธรับผู้โดยสารด้วยนิ แต่ก็เห็นปฏิเสธกันอยู่ร่ำไปจนกลายเป็นเรื่องถูกต้องแล้วมั้ง)

ผมไม่เชื่อหรอกครับกับคำพูดที่ว่า ยิ่งขับรถแท็กซี่แล้วยิ่งจน หรือขับแท็กซี่แล้วต้องขับไปตลอดชีวิต มันขึ้นกับวิธีการมากกว่าน่อ

aloneinthecinema wrote on Jun 7, '08
ตอบคุณ kobbit

เห็นด้วยครับ สุดท้ายแล้วบริษัทรถยนต์รวยอีกตามเคย บนท้องถนนมีแต่รถใหม่วิ่งไปวิ่งมา เผาน้ำมันเผาก๊าซกันเล่นๆ
ลองเข้าไปอ่านกระทู้ในพันทิปนะครับ จะเห็นว่าบริษัทรถยนต์ไม่ง้อลูกค้าเลย เพราะไงๆ เขาก็ขายรถได้อยู่แล้ว ระบบขนส่งมวลชนเป็นแบบนี้ ทุกคนต้องซื้อรถกันหมด
http://www.pantip.com/cafe/ratchada/topic/V6684016/V6684016.html

อย่าลืมนึกว่า ปตท. ผู้ขายก๊าซ LPG ด้วยครับ ยิ่งแท็กซี่เยอะ ปตท. ก็ยิ่งรวย
และสุดท้าย คือบริษัทไฟแนนซ์รถ กินดอกเบี้ยกันเพลินไปเลย



ตอบคุณ fazztg

ตอนนี้ออกจากบ้านไปทำงานแต่ละครั้ง ผมคิดว่าคนทั่วๆ ไปที่ไม่ได้ขับรถส่วนตัว จะต้องเสียเงินค่าเดินทางโดยเฉลี่ยดังต่อไปนี้

มอเตอร์ไซค์รับจ้างจากหน้าบ้านไปปากซอย 15 บาท
รถประจำทางปรับอากาศต่อแรก 12 บาท
รถประจำทางปรับอากาศต่อที่สอง 12 บาท
มอเตอร์ไซค์รับจ้างจากถนนใหญ่ไปยังหน้าออฟฟิศ 15 บาท

รวมแล้วประมาณ 50 บาทขึ้นไปครับ ถ้าขึ้นรถไฟฟ้าบีทีเอส หรือรถไฟฟ้าใต้ดิน ซึ่งค่าโดยสารแพงกว่ารถเมล์ ค่าใช้จ่ายก็จะเพิ่มมากกว่านี้อีกประมาณ 20-30 บาท การเดินทางขากลับต้องเสียเงินเท่าๆ เดิม คืออีกประมาณ 50 บาทเป็นอย่างต่ำ นั่นหมายความว่า รวมแล้วในแต่ละวัน สำหรับคนกรุงเทพฯ ที่ไม่ขับรถส่วนตัว ต้องเสียค่าใช้จ่ายสำหรับารเดินทางอย่างเดียว เกิน 100 บาทแล้ว

เทียบกับการนั่งแท็กซี่ ค่าโดยสารเฉลี่ยเที่ยวละ 100 บาท (ถ้าไม่ขึ้นทางด่วน) รวมค่าเดินทางไปกลับประมาณ 200 บาท แพงกว่าการนั่งรถเมล์เล็กน้อย ผมเลยคิดว่าตอนนี้เป็นโอกาสทองของการขับแท็กซี่ ถ้าจำนวนรถแท็กซี่ไม่ โอเวอร์ซัพพลาย ขนาดนี้ และค่าเช่ารถแท็กซี่ไม่แพงขนาดนี้ คนขับแท็กซี่คงมีรายได้งามมากเลยทีเดียว เขาไม่จำเป็นต้องการประท้วงขอขึ้นค่าโดยสารเลย
naschy wrote on Jun 8, '08
แท็กซี่เก่า ใหม่ไม่เกี่ยง
ถ้าแท็กซี่ต้องรับผู้โดยสารซักสิบคนถึงคุ้ม
แล้วทำไมเวลาเรียกแล้ว แท็กซี่ไม่ยอมไปกัน
เศร้าใจ เศร้าใจ

Add a Comment