...
http://news.mcot.net/economic/inside.php?value=bmlkPTM5MDUyJm50eXBlPXRleHQ=
เอาแล้วไง! ในที่สุด วันนี้ที่รอคอยก็มาถึง เริ่มมีคนออกมาชงประเด็นให้ยกเลิกน้ำมันเบนซินธรรมดาแล้ว
"นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีเงา กล่าวถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นว่า เป็นการขึ้นราคาน้ำมันที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้ราคาน้ำมันเบนซิน และดีเซล ขึ้นราคาไปไม่ต่ำกว่าลิตรละ 42-45 บาท รัฐบาลต้องถือว่าสถานการณ์ราคาน้ำมันขณะนี้เป็นวิกฤติ จึงอยากเสนอมาตรการพิเศษในการดูแลปัญหา โดยยกเลิกน้ำมันเบนซิน 91 ภายในเดือนมิถุนายน 2551 นี้ ทันที เพื่อส่งเสริมให้มีการผลิตเอทานอลเพิ่มขึ้น และสะท้อนถึงทิศทางนโยบายที่ชัดเจนของรัฐบาล รัฐบาลต้องเร่งกำหนดมาตรการและปฏิบัติการทันที"
ขนาดเป็นรัฐมนตรีเงา ยังเสล่อมาเสนอนโยบายแบบนี้ให้กับบ้านเมือง เขาคงคิดว่าการแก้ไขปัญหาวิกฤตพลังงานที่กำลังรุมเร้า ด้วยการผลักดันให้ประชาชนหันไปใช้พลังงานทางเลือกให้มากขึ้น อย่างเช่นน้ำมันแกสโซฮอลล์ E10 E20 E85 น้ำมันไบโอดีเซล ก๊าซ NGV และ LPG ที่มี "ราคาถูก" ลงกว่าน้ำมันเดิม จะเป็นการแก้ปัญหาที่ถูกต้อง
ผมว่านี่ก็เป็นอีกแนวความคิดที่สะท้อนให้เห็นว่าคนใหญ่คนโต ผู้มีอำนาจสามารถกำหนดนโยบาย กำหนดทิศทางของประเทศของเรา กำลังสับสนระหว่างคำว่า "ประหยัด" กับคำว่า "ราคาถูก" คือเขากำลังคิดกันไปว่าการให้ประชาชนได้ซื้อของราคาถูก นั่นหมายความว่าได้ช่วยให้ประเทศนี้ประหยัด
มีโฆษณาในทีวีชิ้นหนึ่งของห้างดิสเคานต์สโตร์ เอาครอบครัวดารานักร้องมาเป็นพรีเซนเตอร์ ร้องเพลงว่า ถูกๆๆ ถูกๆๆ นี่ก็ถูก นั่นก็ถูก ถูกทุกวัน ถูกทุกอย่าง ลูกๆ วิ่งเล่นกันสนุกสนานไปทั่วดิสเคานต์สโตร์ พ่อแม่หยิบสินค้าข้าวของต่างๆ มาใส่รถเข็นจนล้นทะลัก สรุปตอนจบโฆษณาบอกว่าสินค้าทุกอย่างในห้างนี้ราคาถูก ทำให้ครอบครัวเรา "ยิ่งช็อปยิ่งประหยัด" เห็นภาพโฆษณาแบบนี้แล้วรู้สึกตลกแบบขื่นๆ หลายทศวรรษที่ผ่านมา ลัทธิทุนนิยมและบริโภคนิยมได้มาล้างสมองเรา ทำให้ทั้งสังคมเราตอนนี้ ทั้งประชาชนทั่วไป ทั้งนักการเมือง ทั้งรัฐบาล ทั้งฝ่ายค้าน พวกเราแยกไม่ออกแล้ว ระหว่างคำว่า "ประหยัด" กับ "ราคาถูก"
การซื้อของราคาถูก ไม่ได้แปลว่าเรากำลังประหยัดหรอกนะ
ทำไมน่ะเหรอ? เริ่มต้นด้วยการอธิบายในระดับมหภาคเลยดีกว่า คือโลกของเราเป็นระบบปิด ทรัพยากรต่างๆ มีอยู่จำกัด ทางแก้ปัญหาทรัพยากรโลกในระยะยาวและยั่งยืน คือการประหยัด แต่ไม่ใช่การแสวงหาแหล่งทรัพยากรใหม่มาเพิ่มให้มากๆ เพื่อมาป้อนให้ประชากรโลกช่วยกันถลุง ช่วยกันบริโภคนิยมให้อิ่มหนำ และช่วยกันปั่นฟองสบู่ทุนนิยมให้ฟูฟ่อง
ถึงแม้เราจะพบแหล่งน้ำมันดิบแหล่งในประเทศเรา ถึงแม้เราจะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ถึงแม้เราจะสร้างเขื่อนยักษ์ แต่ในระยะยาวแล้ว พลังงานใหม่เหล่านี้ก็ไม่มีทางเติมเต็มความต้องการของเราได้หรอก อย่างที่คานธีเคยพูดคำคมไว้นานมากแล้ว ผมจำคำพูดเป๊ะๆ ไม่ได้ แต่ก็ประมาณว่าโลกเรามีทรัพยากรให้มนุษย์ทุกคนแบ่งกันใช้อย่างพอเพียง แต่ไม่ได้มีมากพอจะให้เอามาถมความโลภของมนุษย์แต่ละคน
เพราะความโลภของมนุษย์มันไม่มีที่สิ้นสุด เชื่อไหมว่าถึงแม้นักวิทยาศาสตร์ที่เก่งที่สุดในโลก จะสามารถคิดหาวิธีนำแสงอาทิตย์มาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพได้มากกว่าตอนนี้ เวลาผ่านไปอีกสักไม่กี่ปี เราใช้ไปใช้มา แผงโซลาเซลล์ก็คงขยายปกคลุมไปทั่วทั้งโลก จนไม่เหลือเนื้อที่ให้วางแผงโซลาร์เซลล์ได้เพิ่มเติมได้อีก ก็อย่างที่บอกนั่นแหละ ว่าเพราะโลกของเรามันเป็นระบบปิด ไม่มีทางที่เราจะมีอะไรเพิ่มขึ้นไปได้ตลอด
เอาล่ะ! เขียนไปเขียนมาจะฟังดูกว้างและไกลตัวเกินไป ดูเหมือนนิยายวิทยาศาสตร์เข้าไปทุกที ขอกลับมาเข้าเรื่องปัญหาราคาน้ำมันดีกว่า
การผลักให้ประชาชนหันไปใช้พลังงานทางเลือกอย่างก๊าซโซฮอลล์ ถึงแม้ในตอนนี้ราคาเอธานอลจะถูกกว่าราคาน้ำมัน แต่ถ้าประชาชนยังสับสนระหว่างคำว่า "ราคาถูก" และ "ประหยัด" ในที่สุดเราก็จะเจอปัญหา
ผลิตเอธานอลได้ไม่ทันกับความต้องการใช้ - ต้องนำเข้าเอธานอลเพิ่มขึ้น - ขยายพื้นที่การปลูกพืชพลังงาน - เบียดบังพื้นที่ปลูกพืชอาหาร - อาหารราคาแพงขึ้น - เอธานอลราคาแพงขึ้น - ก๊าซโซฮอลล์ราคาเพิ่มขึ้น
สรุปคือในที่สุดปัญหาก็จะวนเวียนเกิดขึ้น ซ้ำแล้วซ้ำเล่า และขยายวงออกไปเรื่อยๆ
การผลักให้ประชาชนหันไปใช้พลังงานทางเลือกอย่างก๊าซ NGV และ LPG ก็มีสร้างปัญหาวนเวียนไม่แตกต่างกัน
ปั๊มก๊าซไม่พอเพียง - ปริมาณก๊าซที่ผลิตได้ในประเทศไม่พอเพียง - ต้องนำเข้าก๊าซจากต่างประเทศ - ต้องขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม - ค่าครองชีพก็พุ่งสูงขึ้น - อาหารการกินก็แพงขึ้น - ก๊าซรถยนต์ก็ราคาแพงขึ้นอีก
สรุปคือในที่สุดเราก็จะเจอปัญหาแบบเดิมๆ นั่นแหละ
ผมคิดว่าดีไม่ดี ภายในอีก 4-5 ปีข้างหน้า ถ้าเราเลิกใช้น้ำมันธรรมดาไปจริงๆ ในที่สุดราคาก๊าซโซฮอลล์และราคาก๊าซธรรมชาติ ก็จะพุ่งสูงขึ้นมาเท่ากับราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลในปัจจุบันนี้อยู่ดี
ผู้ใช้รถยนต์ส่วนตัวในทุกวันนี้ ส่วนใหญ่เริ่มเปลี่ยนไปใช้พลังงานทางเลือกอย่างน้ำมันก๊าซโซฮอลล์และก๊าซธรรมชาติ เพราะหลงคิดว่าการใช้พลังงานราคาถูกคือการประหยัดพลังงาน การเข้าปั๊มไปก๊าซโซฮอล์ที่ถูกกว่าเบนซินลิตรละ 3-4 บาท ทำให้เขารู้สึกตลอดเวลาว่ากำลังประหยัด และจะไม่ทำให้เกิดการลดการใช้พลังงาน และจะไม่ทำให้เกิดการประหยัดพลังงานอย่างแท้จริง ยิ่งถ้าเอารถไปเปลี่ยนเป็นระบบก๊าซซึ่งราคาก๊าซรถยนต์ผูกติดอยู่กับราคาก๊าซสำหรับหุงต้ม จะยิ่งทำให้เขาไม่รู้สึกว่าต้องลดการใช้พลังงาน จะรู้สึกบ้างก็ตอนที่ไปเข้าคิวยาวๆ เพื่อเติมก๊าซ แต่ไม่ได้รู้สึกจากกลไกราคา และไม่ได้เกิดจิตสำนึกเรื่องทรัพยากรโลก
ทุกวันนี้ผมมักจะได้ยินคำพูดประมาณว่า "เฮ้ย! กูเอารถไปติดก๊าซมาแล้ว เดี๋ยวอาทิตย์นี้ไปหัวหินกัน" และผมก็มักจะเห็นคนประเภทที่จอดรถรอคน โดยติดเครื่องรถยนต์และเปิดแอร์นั่งแช่ ซึ่งพอจะเดาได้ว่าพวกนี้ก็คงเพิ่งไปติดก๊าซมาเหมือนกัน
สังเกตดูบนท้องถนนทุกวันนี้ พอบริษัทน้ำมันออกข่าวว่าจะขึ้นราคาน้ำมันที วันรุ่งขึ้นถนนก็จะโล่งที แต่แล้วในอีก 1-2 วันหลังจากนั้น ถนนก็กลับมาเต็มไปด้วยรถยนต์เหมือนเดิม
สิ่งที่รัฐบาลทั้งโลกกำลังทำอยู่ (ไม่เฉพาะรัฐบาลของเราเท่านั้นหรอก) คือการปั่นตัวเลขเศรษฐกิจแบบทุนนิยมของประเทศตนเองให้พุ่งสูงขึ้น โดยการนำทรัพยากรน้ำมัน และทรัพยากรพลังงานอื่นๆ เข้าไปถม โดยมีความเชื่อว่ายิ่งถมพลังงานราคาถูกเข้าไปในเศรษฐกิจ เศรษฐกิจก็จะยิ่งเฟื่องฟู ประชาชนก็ยิ่งมั่งคั่งมีความสุข และมีความเชื่อว่าการลดการถมพลังงานเข้าไป ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว จะก่อให้เกิดปัญหาต่อประเทศมากกว่า
ผมเองไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์หรอกนะ แต่ถึงจะไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ ก็พอจะมองเห็นสภาพเศรษฐกิจของไทยเราในรอบ 2-3 ปีที่ผ่านมา ที่มีปัญหาน้ำมันแพงขึ้นพรวดๆ ว่าการที่รัฐบาลเข้าไปอุดหนุนราคาน้ำมัน และการที่รัฐออกนโยบายพลังงานทางเลือกอะไรออกมา ดูเหมือนว่าสถานการณ์เศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ก็ไม่เห็นดีขึ้นเลย
เศรษฐกิจตกต่ำลง ค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้น และที่สำคัญ การจราจรไม่เห็นดีขึ้น ซึ่งมันดูขัดแย้งกันยังไงไม่รู้นะ ถึงแม้น้ำมันธรรมดาราคาจะพุ่งเกิน 40 บาทต่อลิตรไปแล้ว น่าแปลกใจไหม?
การคิดนโยบายว่าจะเลิกขายน้ำมันธรรมดา จะยิ่งบีบให้ประชาชนชนชั้นกลางเดือดร้อนกันมากขึ้น การเลิกขายน้ำมันเบนซิน 91 จะทำให้รถยนต์เก่าเกิน 10 กว่าปีขึ้นไป ที่ใช้ก๊าซโซฮอลล์ไม่ได้ ต้องจ่ายแพงที่สุดด้วยการใช้น้ำมันเบนซิน 95 บางคนที่อาจจะต้องหันไปซื้อรถใหม่ที่ใช้น้ำมัน E20 หรือ E85 ได้ไปเลย ซึ่งรัฐบาลก็ออกมาป่าวประกาศว่าจะลดภาษีรถยนต์ใหม่ที่ใช้พลังงานทางเลือก แบบนี้มันก็เข้าทางบริษัทรถยนต์อีกแล้ว
บางคนเอารถยนต์เก่าไปลงทุนเปลี่ยนระบบเป็นก๊าซ ซึ่งสุดท้าย เขาก็ต้องควักกระเป๋าเงินจ่ายค่าก๊าซ NGV และ LPG ให้กับบริษัทปตท.อยู่ดีนั่นแหละ
คิดดูดีๆ ว่าการใช้รถยนต์เก่าที่บำรุงรักษาดีๆ กับการไปซื้อรถยนต์ใหม่แบบเงินผ่อน เพื่อจะได้เติมพลังงานทางเลือกราคาถูก แบบไหน "ประหยัด" กว่ากัน
คิดดูดีๆ ว่าการใช้รถยนต์เก่าที่บำรุงรักษาดีๆ กับการนำรถยนต์เก่าไปเปลี่ยนเป็นระบบก๊าซ เพื่อจะได้เติมก๊าซราคาถูก แบบไหน "ประหยัด" กว่ากัน
ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมนั่งฟังข่าวเกี่ยวกับนโยบายพลังงานของรัฐบาลที่ออกๆ มา และแนวความคิดจากนักการเมืองฝ่ายค้านที่เสนอแนะมา ฟังแล้วไม่เข้าท่าเลยสักอัน นโยบายปาหี่หลอกประชาชนเพื่อหาคะแนนนิยมไปวันๆ แก้ปัญหาแบบระยะสั้น สัปดาห์ต่อสัปดาห์ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ไม่มีวิสัยทัศน์มองไปยาวๆ และไม่มีจิตสำนึกที่จะคิดถึงโลก
พวกมันก็ไม่ต่างไปจากดารานักร้องพรีเซนเตอร์ห้างดิสเคานต์สโตร์นี่แหละ ที่ออกมาร้องเพลง ถูกๆๆ ถูกทุกวัน ยิ่งช็อปยิ่งประหยัด ซื้อรถ E20 กันเถอะพ่อแม่พี่น้อง ซื้อรถ E85 กันเถอะ เปลี่ยนไปใช้ก๊าซกันเถอะ นี่นั่นโน่น ทุกเรื่องล้วนผลักดันสินค้าราคาถูกออกมาให้ประชาชนเร่งซื้อเร่งบริโภค โดยพยายามหลอกว่านี่คือนโยบายเพื่อความประหยัด
เราทุกคนกำลังถูกหลอกให้สับสนระหว่างคำว่า "ราคาถูก" กับคำว่า "ประหยัด" สุดท้ายคนที่รวยคือบริษัทรถยนต์กับบริษัทปตท. และคนที่ซวยก็คือประชาชน
กลับมาสู่หัวเรื่อง Who Killed the BUS? สักหน่อยเพื่อเป็นการสรุป คือผมจะบอกว่าความประหยัดสูงสุด ที่เหนืออื่นใด ก็คือการขึ้นรถเมล์ และการใช้ระบบขนส่งมวลชนนั่นแหละ ถ้ารัฐบาลอยากจะให้ประชาชนประหยัดจริงๆ อยากจะแก้ปัญหาทรัพยากรพลังงานจริงๆ มันต้องบอกให้ประชาชนขึ้นรถเมล์ ขึ้นรถไฟฟ้า
นโยบายที่น่าจะเข้าท่ากว่า แต่ผมยังไม่เคยได้ยินออกมาจากปากนักการเมือง ปากผู้มีอำนาจในบ้านในเมืองนี้สักคน คือนโยบายว่าจะเร่งปรับปรุงคุณภาพรถสาธารณะทั้งหมดให้เรียบร้อยในเวลา 3 เดือน รถเมล์ รถไฟฟ้า รถไฟ รถแท็กซี่ รถทัวร์ ฯลฯ
รถสาธารณะคันเดียว สามารถขนคนได้พร้อมกัน 30-40 คน ใช้พลังงานน้อยกว่า ใช้พื้นที่ผิวการจราจรน้อยกว่า มีประสิทธิภาพมากกว่า แบบนี้สิ คือความประหยัดอย่างแท้จริงมิใช่หรือ?
...