...
ในงานเลี้ยงสังสรรค์งานหนึ่ง ผมบังเอิญพบกับเพื่อนนักเขียน ซึ่งไม่ได้เจอกันมานานมาก ได้รู้เพียงข่าวคราวว่าผลงานหนังสือรวมเรื่องสั้นเล่มล่าสุดของเขา ได้รับคัดเลือกให้เข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์ประจำปีนี้ ผมเข้าไปทักทายและแสดงความยินดีกับเขา
ผมถามเขาเล่นๆ ว่า ถ้าเกิดหนังสือของพี่ได้รางวัลขึ้นมาจริงๆ ชีวิตพี่จะเป็นอย่างไรนะ?
เขาตอบว่า โอ๊ย! คงไม่ได้หรอก และผมก็ไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้เลย
ผมเลยพูดหยอกเขาไปว่า ไม่ได้นะครับพี่ ถ้ามัวแต่คิดแบบนี้ พี่ก็จะไม่มีทางประสบความสำเร็จเลย ที่ถูกต้องคือพี่ต้องคิดและเชื่อเสียก่อนว่าจะได้รางวัล แล้วสร้างภาพของความสำเร็จนั้นขึ้นมาในใจ แล้วมันจะช่วยดึงดูดความสำเร็จนั้นเข้ามาหาเราได้จริงๆ
เขาหัวเราะแล้วบอกว่า คุณรู้ไหม เพียงแค่ภายในงานเลี้ยงวันนี้ มีคนมาพูดแบบนี้กับผมแล้ว 2 คน นี่มันเกิดอะไรขึ้น?
นัยยะของคำถามว่า "นี่มันเกิดอะไรขึ้น?" เขาไม่ได้เจตนาจะถามว่าแนวความคิดแบบนี้มาจากไหน เพราะเราทุกคนคงรู้กันดีอยู่แล้ว ว่ามันคือ กฎแห่งแรงดึงดูด (Law of Attraction) ซึ่งมาจาก The Secret หนังสือพอคเกตบุคแนว Self Help ที่กำลังขายดีเป็นเทน้ำเทท่าอยู่ในขณะนี้
แต่เขาต้องการถามว่า มันเกิดอะไรขึ้นกับผู้คนในสังคมตอนนี้ ที่รับเอาแนวความคิดนี้เข้ามา แล้วแพร่กระจายออกไปในวงกว้างอย่างรวดเร็ว โดยนำไปผลิตซ้ำผ่านสื่อมวลชน สิ่งพิมพ์ และกระบวนการทางสังคมอีกมากมาย
ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ผมทำงานเขียนบทความสัมภาษณ์ผู้คนมากมายหลากหลายวงการ และก็ได้สังเกตว่ามีหลายคนที่ให้สัมภาษณ์ด้วยแนวความคิดแบบ The Secret ว่าให้เชื่อว่าตนเองจะประสบความสำเร็จเสียก่อน แล้วความเชื่อจะดึงดูดความสำเร็จเข้ามาจริงๆ
เมื่อเดือนที่แล้วนี้เอง หนังสือ The Secret ถูกแปรให้กลายเป็นนิตยสาร Secret นิตยสารใหม่ล่าสุด ที่เนื้อหาภายในเน้นพูดถึงความสุขและความสำเร็จ ภายในเล่มมีบทสัมภาษณ์และบทความจากผู้คนที่ประสบความสำเร็จ และมีชื่อเสียงจากหลากหลายวงการ นักธุรกิจ ดารา พิธีกร ครูบาอาจารย์ และมีกระทั่งพระนักเทศน์ ฯลฯ
ดูเหมือนว่ากฎแห่งแรงดึงดูดจะมีอยู่จริง และหนังสือ The Secret จะมีแรงดึงดูดจริงๆ เพราะตอนนี้มันกำลังประสบความสำเร็จในการดึงดูดทุกสิ่งทุกอย่างในสังคม ให้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของมัน ไม่ว่าจะเป็นศาสนาทุกศาสนา ปรัชญาทุกสำนัก วิทยาศาสตร์ อุดมการณ์ ลัทธิ ความเชื่อ ฯลฯ
หรือไม่ก็ประสบความสำเร็จในการแทรกตัวเข้าไป ผสมอยู่ภายในทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวเรา โดยอ้างความเป็น "กฎ" และเป็นความจริงสากล จึงสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ทั้งหมดทุกเรื่อง
ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิต การทำธุรกิจ การแข่งขันกีฬา ความรัก ความสัมพันธ์ เศรษฐกิจพอเพียง ความสุข ความสำเร็จ อัจฉริยภาพ ฯลฯ หรือแม้กระทั่งเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างเรื่องการขับรถวนหาที่จอดรถ ฯลฯ
หนังสือ The Secret เคยเป็นประเด็นถกเถียงอย่างเผ็ดร้อนในวงสนทนาของผมกับเพื่อนๆ เพื่อนคนหนึ่งอ่านแล้วก็เชื่ออย่างมากและกำลังพยายามฝึกฝนจิตใจตัวเอง เพื่อทำตามที่หนังสือเล่มนี้สอน
ในขณะที่ผมเถียงว่า กฎแห่งแรงดึงดูด ซึ่งเป็นแก่นของ The Secret นั้นเป็นแค่หนังสือ Self Help ของฝรั่ง ที่เขาสอนกลในจิตใจแบบง่ายๆ แต่คนไทยเรานำมาพูดถึงกันอย่างจริงจังเกินไป และขยายความกันไปเองแบบเป็นตุเป็นตะ
1. เป็นการคิดแบบนำผลที่เกิดขึ้นแล้ว กลับมาย้อนสรุปหาเหตุ เช่น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคือเราขับรถเข้าไปศูนย์การค้า แล้วได้ที่จอดรถในทันที เราก็ย้อนกลับไปสรุปหาเหตุ ว่าเป็นเพราะเราได้สร้างภาพที่จอดรถไว้แล้วตั้งแต่ตอนขับเข้ามา การคิดแบบนำผลย้อนมาสรุปเหตุ ทำให้เราสามารถสรุปทุกเรื่องอย่างเป็นตุเป็นตะ ว่าทุกคนที่ประสบความสำเร็จ ล้วนใช้หลักการThe Secret
2. เป็นการใช้อคติในการสังเกตเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในชีวิตประจำวันของเรามีเหตุการณ์เกิดขึ้นเป็นพันเป็นหมื่นเหตุการณ์ แต่ด้วยอคติ เราจะเลือกบางเหตุการณ์เท่านั้น นำมาพิจารณาและจดจำ เช่นเราจะเลือกจดจำเฉพาะวันที่ขับรถเข้าไปในศูนย์การค้าแล้วได้ที่จอดรถในทันที แล้วบอกว่าเป็นเพราะ The Secret ในขณะที่วันอื่นๆ ที่เหลือนั้น เราต้องขับวนหาที่จอดนานพอๆ กับคนอื่นที่ไม่ได้รู้เรื่อง The Secret เลยก็ได้ แต่อคติทำให้เราไม่ได้จดจำหรือนำมาพิจารณา
3. เป็นเรื่องของความเชื่อที่ไม่สามารถพิสูจน์ถูกหรือผิดได้ ถ้าเราเริ่มสงสัยและอยากพิสูจน์ นั่นหมายความว่าเราไม่เชื่อกฎนี้ และกฎนี้ก็จะไม่ส่งผลบันดาลให้ความสำเร็จบังเกิดขึ้นมา หรือถ้าเราเชื่อแบบสุดลิ่มทิ่มประตู แต่ความสำเร็จยังไม่เกิดขึ้นเสียที ก็มีเหตุผลมาอธิบายได้ว่าเป็นเพราะคนอื่นมีพลังความเชื่อมากกว่าเรา หรือเป็นเพราะเรายังเชื่อไม่มากพอ วอกแวก ลังเล สงสัย เป็นต้น
ด้วยความที่มันไม่สามารถพิสูจน์ได้ ใช้อคติในการสังเกตการณ์ และคิดแบบเอาผลมาย้อนสรุปเหตุ ทำให้ The Secret ไม่มีความเป็นวิทยาศาสตร์ และไม่เป็นศาสนา แต่จะเป็นเหมือนพวกลัทธิที่เน้นความเชื่อและศรัทธาของสาวกมากกว่า แต่กลับมีหลายคนกำลังวิ่งตามกระแสของลัทธินี้ ด้วยการพยายามลากเอาศาสนาและวิทยาศาสตร์มาอธิบายมัน
โดยส่วนตัวผมเชื่อว่าเราไม่สามารถตั้ง "กฎ" เพื่ออธิบายการเกิดของทุกๆ เหตุการณ์ได้ อย่างที่กฎแห่งแรงดึงดูดพยายามอ้าง เพราะเหตุการณ์ต่างๆ นั้นเกิดขึ้นจากพลังของเหตุผลจำนวนมากมายมหาศาล ที่เราไม่สามารถรวบรวมและทำความเข้าใจมันได้ทั้งหมด เราจึงไม่สามารถหารูปแบบการเกิด ไม่สามารถทำนายหรือคาดการณ์ใดๆ ได้
จนบางครั้ง เมื่อมีเหตุผลมากและเราไม่สามารถเข้าถึงได้เลย มันก็จะดูเหมือนว่าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นแบบสุ่ม เช่นการโยนเหรียญ การทอยลูกเต๋า การซื้อหวย หรือการเฝ้ามองดูใบไม้ใบต่อไปที่จะร่วงลงสู่พื้่นดิน
การกระทำและความคิดของเรา ก็เป็นเพียงเหตุผลหนึ่งในจำนวนเหตุผลมากมายมหาศาลนั้น ไม่ใช่ทั้งหมด
ดังนั้น การที่เราขับรถเข้าไปในศูนย์การค้า แล้วจะได้หรือไม่ได้ที่จอด จึงไม่ได้เกิดจากความคิดและความเชื่อของเราดึงดูดที่จอดเข้ามา ตามอย่างที่กฎแห่งแรงดึงดูดอ้างไว้
มันอาจจะดูเหมือนเกิดขึ้นแบบสุ่ม แต่จริงๆ แล้วมันเกิดจากเหตุผลจำนวนมหาศาล ที่เราไม่มีวันประมวลเข้ามาได้หมด เช่นจังหวะเวลาที่เราขับเข้าไป ประตูทางเข้าที่เราเลือก ความเร็วที่ใช้ การกระทำของคนขับรถคันอื่นอีกนับร้อยๆ คันในที่จอดรถ ณ เวลานั้น ฯลฯ
ในวงสนทนา เพื่อนของผมคนที่เชื่อ The Secret เถียงกลับมา โดยตั้งข้อสังเกตไว้อย่างน่าสนใจ ว่าประเด็นของเรื่องนี้ ไม่ได้อยู่ที่คำสอนของ The Secret นั้นถูกหลักศาสนาหรือไม่ และไม่ได้อยู่ที่กฎแห่งแรงดึงดูดนั้นพิสูจน์ได้หรือไม่
แต่ประเด็นมันอยู่ที่ความแตกต่างภายในจิตใจ ระหว่างของคนที่เชื่อกับคนที่ไม่เชื่อต่างหาก
ในการขับรถวนหาที่จอดอยู่ในศูนย์การค้า คนที่เชื่อก็จะขับวนไปด้วยความมุ่งมั่น และเชื่อว่าอีกไม่นานเขาจะได้ที่จอดรถ เขาอาจจะต้องขับวนไปแบบนั้นอยู่นาน 30 นาที แล้วในที่สุด ก็ได้เจอที่จอดรถในนาทีที่ 31 ซึ่งแน่นอนว่าเขาจะนึกขอบคุณหนังสือ The Secret
ในขณะที่คนที่ไม่เชื่อหรือไม่เคยสนใจ The Secret เลย ก็จะขับรถวนเวียนด้วยความหงุดหงิดอยู่สัก 15 นาที แล้วในนาทีที่ 16 เขาก็ขับออกจากศูนย์การค้าแห่งนี้ไปด้วยความโกรธเกรี้ยว
เพื่อนหันมาถามผมว่า มึงอยากจะเป็นคนไหนล่ะ? ระหว่างคนที่ประสบความสำเร็จ ได้ที่จอดรถในนาทีที่ 31 กับคนที่ล้มเหลว ขับรถกลับบ้านไปในนาทีที่ 16
ผมตอบเขาไปแบบไม่ต้องคิดมากเลย ว่ากูจะนั่งรถไฟฟ้าไป ถ้ารู้ตั้งแต่แรกว่าศูนย์การค้าแห่งนี้มีที่จอดรถน้อย
การใช้ปัญญาจะช่วยแก้ปัญหาได้ดีกว่าการใช้ความเชื่อ ผมคิดแบบนี้นะ
จริงๆ แล้วเรายังต้องตั้งคำถามกับคำว่า "ความสำเร็จ" ให้ลึกลงไปกว่านั้นอีก และต้องถามว่าจุดหมายที่แท้จริงของเราอยู่ที่ไหนกันแน่
บางคนอาจจะคิดว่าจุดหมายคือการประสบความสำเร็จในการหาที่จอดรถ ในขณะที่บางคนอาจจะคิดว่าจุดหมายคือการประสบความสำเร็จในการไปให้ถึงศูนย์การค้า ไม่ว่าจะขับรถไปหรือจะนั่งรถไฟฟ้าก็ตาม
แต่ผมคิดว่าเราต้องสนใจลึกไปกว่านั้นอีก ว่าจุดหมายของการไปศูนย์การค้าคืออะไร
ถ้าจุดหมายคือการไปดูกินอาหารดีๆ สักมื้อในศูนย์การค้าแห่งนั้น บางทีการที่เรารื้อของในตู้เย็นออกมา ผัดๆ ทอดๆ แล้วนั่งกินอยู่หน้าทีวี ก็อาจจะทำให้เรามีความสุขได้พอๆ กัน และบรรลุเป้าหมายได้เหมือนกัน ซึ่งนั่นก็ทำให้เราไม่ต้องไปสนใจเรื่องการหาที่จอดรถ หรือการนั่งรถไฟฟ้าเลยด้วยซ้ำ
การแสวงหาจุดหมายที่แท้จริงของชีวิต ทำให้เราสามารถแยกแยะระหว่าง "ความสำเร็จ" กับ "ความสุข" ออกจากกันได้ชัดเจน ผมคิดว่ามันไม่ใช่สิ่งเดียวกัน และในบางครั้ง มันก็ไม่ได้เกี่ยวเนื่องกันด้วยซ้ำ ความสุขเป็นสิ่งสัมบูรณ์ที่อยู่ภายในตัวเรา ส่วนความสำเร็จเป็นสิ่งสัมพัทธ์ ที่เราต้องเปรียบเทียบกับสิ่งที่อยู่ภายนอกตัว
ในสังคมทุนนิยมที่เน้นการแก่งแย่งแข่งขัน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสภาวะบ้านเมืองที่เศรษฐกิจ สังคม การเมือง มีปัญหารุมเร้าเหลือเกิน จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่จะมีหลายคนนำเอาความสำเร็จกับความสุขมาปะปนกันจนแยกไม่ออก จนทำให้ The Secret มีสถานะเข้าใกล้จะเป็นปรัชญาและศาสนาเข้าไปทุกที
"นี่มันเกิดอะไรขึ้น?" เพื่อนนักเขียนคนนี้ตั้งคำถามกับปรากฏการณ์ทางสังคมเรื่อง The Secret และมันก็เป็นคำถามที่ผมอยากจะส่งต่อไปยังคนอื่นเหมือนกัน ว่าทำไมคนในสังคมตอนนี้จึงหันมาสนใจมันมากเหลือเกิน ทั้งที่สังคมไทยเราอ้างว่าเป็นสังคมพุทธ และศาสนาพุทธก็เป็นศาสนาที่ใช้เหตุผลและปัญญา มากกว่าใช้ความเชื่อ
คุณเชื่อไหม ว่าเมื่อประกาศผลรางวัลออกมา ถ้าเขาไม่ได้ พวกที่เชื่อ The Secret ก็จะบอกว่า เห็นไหมล่ะ เพราะไม่เชื่อ จึงไม่ได้รับ
แต่ถ้าเขาเกิดได้ขึ้นมา พวกที่เชื่อ The Secret ก็จะบอกว่า ถึงแม้ปากเขาจะบอกว่าไม่เชื่อ แต่ภายในจิตใจลึกๆ ของเขา เขามั่นใจ เขาเชื่อและมีภาพของความสำเร็จในใจอยู่แล้ว เขาจึงได้รับ (ไปรู้ใจเขาได้ไง)
"โอ๊ย! คงไม่ได้หรอก และผมก็ไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้เลย" ผมว่าเขาคงมีความสุขกับการเขียนเรื่องสั้นที่ยอดเยี่ยมเหล่านั้นออกมา ส่วนเรื่องรางวัลนั่นคงไม่สำคัญ เพราะหนังสือแนววรรณกรรมจะมียอดพิมพ์และยอดขายเพิ่มขึ้นมากเท่าไรเชียว ในเมื่อคนไทยเราอ่านหนังสือกันเฉลี่ยปีละไม่กี่บรรทัด แถมร้านหนังสือทุกวันนี้ถูกครอบครองโดยหนังสือ The Secret และสิ่งพิมพ์ที่เป็นอนุพันธ์ของมัน
"นี่มันเกิดอะไรขึ้น?"
...